บทสวดธรรมจักร หรือชื่อเต็มว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ถือเป็นหนึ่งในบทสวดที่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนา เพราะเป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พระธรรมคำสอนสู่โลก บทสวดธรรมจักรจึงไม่เพียงแค่เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการขับเคลื่อนธรรมะไปสู่จิตใจของมนุษย์
หลายคนที่หมั่น สวดธรรมจักร เป็นประจำ เชื่อว่าจะช่วยเสริมพลังจิต ปัดเป่าสิ่งไม่ดี เสริมบุญบารมี และเปิดทางชีวิตให้ราบรื่นขึ้น ไม่ว่าจะด้านการงาน การเงิน หรือสุขภาพ เพราะบทนี้มีพลังในตัวของธรรมะที่สมบูรณ์ด้วยเหตุผลและทางสายกลาง ผู้ที่สวดอย่างตั้งใจจึงได้รับทั้งความสงบ สติ และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต
แนวทางการสวดไม่ซับซ้อน สามารถเริ่มต้นได้จากการสวดวันละ 1 จบ และค่อย ๆ เพิ่มเป็น 9 จบ หรือ 12 จบ ตามศรัทธา จุดสำคัญคือการสวดด้วยสมาธิและความเข้าใจในบท จึงจะได้รับอานิสงส์ธรรมจักรอย่างแท้จริง
บทขัด บทสวดธรรมจักร ธัมจักกัปปวัตนสูตร
บทขัด บทสวดธรรมจักร ใช้สวดก่อนเริ่มสวด บทสวดธรรมจักร ฉบับเต็ม เพื่อให้รู้ว่า กำลังจะขึ้นสวดบทอะไรต่อไป
บทขัดธรรมจักรกัปปวัตนสูตร มีไว้เพื่อให้ทราบว่าที่มาของบทสวดนี้มีที่มาอย่างไร
อะนุต ตะรัง อะภิ สัมโพธิง สัมพุช ฌิตวา ตะถา คะโต
ปะฐะมัง ยัง อะเท เสสิ ธัมมะจักกัง อะนุต ตะรัง
สัมมะ เทวะ ปะวัต เตนโต โลเก อัปปะ ฏิวัตติยัง
ยัตถาก ขาตา อุโภ อันตา ปะฎิ ปัตติ จะ มัชฌิมา
จะตู สวาริยะ สัจเจสุ วิสุทธัง ญาณะ ทัสสะนัง
เทสิตัง ธัมมะ ราเชนะ สัมมา สัมโพธิ กิตตะนัง
นาเมนะ วิสสุตัง สุตตัง ธัมมะจักกัปปะ วัตตะนัง
เวยยา กะระณะ ปาเฐนะ สังคี ตันตัม ภะฌา มะ เส ฯ
บทสวดธรรมจักร กัปปวัตนสูตรพร้อมคำแปล
บทสวดธรรมจักร พร้อมคำแปล เป็นบทสวดมนต์ที่ยาวมาก แต่ถ้าตั้งใจสวดแล้ว จะเข้าใจลึกซึ้งถึงคำสั่งสอนของ
องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าฯ
เอวัมเม สุตัง ,ข้าพเจ้า คือ พระอานนท์ เถระ ได้ฟังมาแล้วอย่างนี้
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ,สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
พาราณะ สิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะ ทาเย ฯ ,เสด็จประทับอยู่ที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี
ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามัน เตสิ ฯ ,ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเตือน พระปัญจวัคคีย์ อย่างนี้ว่า
เทวเม ภิกขะเว อันตา ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุด ๒ เหล่าอย่างนี้
ปัพพะ ชิเตนะ นะ เสวิ ตัพพา ,อันบรรพชิตไม่ควรเสพ
โย จายัง กาเมสุ กามะ สุขัล ลิกานุ โยโค ,คือ การประกอบตน ให้พัวพันด้วยกาม ในกามทั้งหลายนี้ใด
หีโน ,เป็นธรรมอันเลว
คัมโม ,เป็นเหตุให้ตั้งบ้านเรือน
โปถุชชะ นิโก ,เป็นของคนผู้มี กิเลสหนา
อะนะ ริโย ,ไม่ใช่ของคนไปจากข้าศึก คือ กิเลส
อะนัตถะ สัญหิโต ,ไม่ประกอบไปด้วย ประโยชน์
โย จายัง อัตตะ กิละมะถา นุโยโค ,คือ ประกอบความเหน็ดเหนื่อย ด้วยตนเหล่านี้ใด
ทุกโข ,ให้เกิดทุกข์ แก่ผู้ประกอบ
อะนะริโย ,ไม่ใช่ไปจากข้าศึกคือกิเลส
อะนัตถะ สัญหิโต ,ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์อย่างหนึ่ง
เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะ คัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา ,ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอันเป็นกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั่นนั้น
ตะถา คะเตนะ อะภิ สัมพุทธา ,อันตถาคต ได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญา อันยิ่ง
จักขุ กะระณี ญาณะ กะระณี ,กระทำดวงตา ทำญาณเครื่องรู้
อุปะ สะมายะ อะภิญญายะ สัมโพ ธายะ นิพพา นายะ สังวัต ตะติ ฯ ,ย่อมเป็นไปเพื่อ เข้าไปสงบ ระงับจากกิเลส เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ดี เพื่อความดับ
กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นกลางนั้นเป็นไฉน
ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา ,ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี ,กระทำดวงตา ทำญาณเครื่องรู้
อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ ,ย่อมเป็นไปเพื่อเข้าไปสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ดี เพื่อความดับ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ ,ทางมีองค์ ๘ เครื่องไปจากข้าศึก คือกิเลสนี้เอง
เสยยะถีทัง ,ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ
(หลักปฏิบัติ 8 ประการ เรียกว่า มรรคแปด)
1. สัมมาทิฏฐิ ,ปัญญาอันเห็นชอบ
2. สัมมาสังกัปโป ,ความดำริชอบ
3. สัมมาวาจา ,วาจาชอบ
4. สัมมากัมมันโต ,การงานชอบ
5. สัมมาอาชีโว ,เลี้ยงชีวิตชอบ
6. สัมมาวายาโม ,ความเพียรชอบ
7. สัมมาสะติ ,การระลึกชอบ
8. สัมมาสะมาธิ ,ความตั้งจิตชอบ
อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้แลข้อ ปฏิบัติที่เป็นกลางนั้น
ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา ,ที่ตถาคต ได้ตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี ,กระทำดวงตา คือ กระทำญาณเครื่องรู้
อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ ,ย่อมเป็นไปเพื่อความเข้าไปสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ดี เพื่อความดับ
(อริยสัจ 4 > ทุกข์)
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แลเป็นตัวทุกข์อย่างแท้จริง คือ
ชาติปิ ทุกขา ,แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์
ชะราปิ ทุกขา ,แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์
มะระณัมปิ ทุกขัง ,แม้ความตายก็เป็นทุกข์
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา ,แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ,ความประสบพบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ,ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง ,มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ฯ ,ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อนี้แลเป็นเหตุให้ทุกข์อย่างแท้จริง คือ
(อริยสัจ 4 > สมุทัย/เหตุแห่งทุกข์)
ยายัง ตัณหา ,ความทะยานอยากนี้ใด
โปโนพภะวิกา ,ทำให้มีภพอีก
นันทิราคะสะหะคะตา ,เป็นไปกับความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน
ตัตระ ตัตราภินันทินี ,เพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ
เสยยะถีทัง ,ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ
กามะตัณหา ,ความทะยานอยากในอารมณ์ที่ใคร่
ภะวะตัณหา ,ความทะยานอยากในความมี ความเป็น
วิภะวะตัณหา ,ความทะยานอยากในความไม่มี ไม่เป็น
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อนี้แลเป็นความดับทุกข์
โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ ,ความดับโดยสิ้นกำหนัด โดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละใด
(อริยสัจ 4 > นิโรธ/ความดับทุกข์)
จาโค ,ความสละตัณหานั้น
ปะฏินิสสัคโค ,ความวางตัณหานั้น
มุตติ ,การปล่อยตัณหานั้น
อะนาละโย ,ความไม่พัวพันแห่งตัณหานั้น
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แลเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อย่างแท้จ้ริง คือ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ,ทางมีองค์ ๘ เครื่องไปจากข้าศึก คือกิเลสนี้เอง
เสยยะถีทัง ,ได้แก่ สิ่งเหล่านี้ คือ
(อริยสัจ 4 > มรรค/แนวปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับทุกข์)
สัมมาทิฏฐิ,ปัญญาอันเห็นชอบ
สัมมาสังกัปโป,ความดำริชอบ
สัมมาวาจา,วาจาชอบ
สัมมากัมมันโต,การงานชอบ
สัมมาอาชีโว,ความเลี้ยงชีวิตชอบ
สัมมาวายาโม,ความเพียรชอบ
สัมมาสะติ,ความระลึกชอบ
สัมมาสะมาธิ,ความตั้งจิตชอบ
อิทังทุกขัง อะริยะสัจจันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักขุได้เกิดขึ้นแล้วญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่านี่เป็นทุกข์อริยสัจ
ตังโขปะนิทังทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักขุได้เกิดขึ้นแล้วญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่าก็ทุกข์อริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้
ตังโขปะนิทังทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักขุได้เกิดขึ้นแล้วญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่าก็ทุกข์อริยสัจนี้นั้นแลเราได้กำหนดรู้แล้ว
อิทังทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่านี่ทุกข์สมุทัยอริยสัจ
ตังโขปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นแล้วญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่านี่ทุกข์สมุทัยอริยสัจนี้นั้นแลควรละเสีย
ตังโขปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักขุได้เกิดขึ้นแล้วญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่านี่ทุกข์สมุทัยอริยสัจนี้นั้นแลเราละได้แล้ว
อิทังทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักขุได้เกิดขึ้นแล้วญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่านี่ทุกขนิโรจอริยสัจ
ตังโขปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นแล้วญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่านี่ทุกขนิโรจอริยสัจนี้นั้นแลควรทำให้แจ้ง
ตังโขปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักขุได้เกิดขึ้นแล้วญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิทยาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่านี่ทุกขนิโรจอริยสัจนี้นั้นแลอันเราได้ทำให้แจ้งแล้ว
อิทังทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักขุได้เกิดขึ้นแล้วญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
ตังโขปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักขุได้เกิดขึ้นแล้วญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่าก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแลควรให้เจริญ
ตังโขปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เมภิกขะเวปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุจักขุง อุทะปาทิญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิอาโลโก อุทะปาทิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักขุได้เกิดขึ้นแล้วญาณได้เกิดขึ้นแล้วปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ววิชชาได้เกิดขึ้นแล้วแสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่าก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแลอันเราเจริญแล้ว
ยาวะกีวัญจะ เมภิกขะเวอิเมสุ จะตูสุอะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะสุวิสุทธัง อะโหสิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายปัญญาอันรู้ตามความเป็นจริงอย่างไร ในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ของเราซึ่งมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ยังไม่หมดจดเพียงใดแล้ว
เนวะตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเกโลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิงฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราจะยืนยันตนว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะปัญญาเครื่องตรัสรู้ชอบไม่มีความตรัสรู้อื่นจะยิ่งกว่าในโลกเป็นไปพร้อมด้วยกับเทวดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์ทั้งในสมณพราหมณ์ เทวดา มนุษย์ ไม่ได้เพียงนั้น
ยะโตจะโขเม ภิกขะเวอิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อใดแลปัญญาอันเห็นตามเป็นจริงอย่างไรในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ของเรา มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้หมดจดดีแล้ว
อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเกโลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิงฯ,ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อนั้นเราจึงได้ยืนยันตนว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ชอบไม่มีความตรัสรู้อื่นจะยิ่งกว่าในโลกเป็นไปกับด้วยกับเทวดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์ทั้งในสมณพราหมณ์ เทพยดา มนุษย์
ญาณัญจะปะนะเม ทัสสะนังอุทะปาทิ,ก็แลปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว
อะกุปปาเมวิมุตติ อะยะมันติมา ชาตินัตถิทานิปุนัพภะโวติฯ,ว่าการพ้นพิเศษของเราไม่กลับกำเริบชาตินี้เป็นที่สุดแล้วบัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
อิทะมะโวจะภะคะวาฯ,พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสธรรมปริยายนี้แล้ว
อัตตะมะนาปัญจะวัคคิยาภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตังอะภินันทุงฯ,พระภิกษุปัญจวัคคีย์ก็มีใจยินดีเพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อิมัสมิญจะ ปะนะเวยยากะระณัสมิง ภัญญะมาเน,ก็แลเมื่อไวยากรณ์นี้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่
อายัสมะโต โกณทัญญัสสะ วิระชังวีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ,จักษุในธรรมอันปราศจากธุลีปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีอายุโกณทัญญะ
“ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติฯ”,ว่า”สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาแล้วสิ่งนั้นทั้งปวงก็ต้องดับสลายไปเป็นธรรมดา”
ปะวัตติเต จะภะคะวะตา ธัมมะจักเก,ก็เมื่อธรรมจักรอันพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เป็นไปแล้ว
ภุมมาเทวาสัททะมะนุสสาเวสุง,เหล่าภูมิเทวดาก็ส่งเสียงให้บันลือลั่นขึ้นว่า
เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกังปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะวา พราหมะเณนะวา เทเวนะวา มาเรนะวา พรัหมุนาวา เกนะจิวา โลกัสมินติฯ,ว่านั่นจักรคือธรรมไม่มีจักรอื่นสู้ได้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เป็นไปแล้วที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันใกล้เมืองพาราณสีอันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม และใครๆในโลกยังให้เป็นไปไม่ได้ดังนี้
ภุมมานังเทวานัง สัททังสุตวา จาตุมมะหาราชิกาเทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ,เทพเจ้าเหล่าชั้นจาตุมหาราชได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าภูมิเทวดาแล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททังสุตวา ตาวะติงสาเทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ,เทพเจ้าเหล่าชั้นดาวดึงส์ได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นจาตุมหาราชแล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
ตาวะติงสานัง เทวานังสัททัง สุตวายามาเทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ,เทพเจ้าเหล่าชั้นยามาได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นดาวดึงส์แล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
ยามานัง เทวานังสัททัง สุตวาตุสิตา เทวาสัททะมะนุสสาเวสุงฯ,เทพเจ้าเหล่าชั้นดุสิตได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นยามาแล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
ตุสิตานัง เทวานังสัททัง สุตวานิมมานะระตี เทวาสัททะมะนุสสาเวสุงฯ,เทพเจ้าเหล่าชั้นนิมมานรดีได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นดุสิตแล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
นิมมานะระตีนัง เทวานังสัททัง สุตวาปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวาสัททะมะนุสสาเวสุงฯ,เทพเจ้าเหล่าชั้นปรนิมมิตวสวัตดีได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นนิมมานรดีแล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่น
ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานังสัททัง สุตวาพรัหมะกายิกา เทวาสัททะมะนุสสาเวสุง,พรหมเจ้าที่เกิดในชั้นพรหมได้ฟังเสียงของเทพเจ้าเหล่าชั้นปรนิมมิตวสวัตตีแล้วก็ยังเสียงให้บันลือลั่นขึ้น
“เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเนมิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกังปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะวา พราหมะเณนะวา เทเวนะวา มาเรนะวา พรัหมุนาวา เกนะจิวา โลกัสมินติ ฯ”,”ว่านั่นจักรคือธรรมไม่มีจักรอื่นสู้ได้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เป็นไปแล้วที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันใกล้เมืองพาราณสีอันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม และใครๆในโลกไม่สามารถให้เป็นไปได้ดังนี้ฯ”
อิติหะเตนะ ขะเณนะเตนะ มุหุตเตนะ ยาวะพรัหมะโลกา สัทโทอัพภุคคัจฉิฯ,โดยขณะหนึ่งครู่หนึ่งนั้นเสียงขึ้นไปถึงพรหมโลกด้วยประการฉะนี้ ฯ
อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุสังกัมปิ สัมปะกัมปิสัมปะเวธิฯ,ทั้งหมื่นโลกธาตุได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้านลั่นไป
อัปปะมาโณจะโอฬาโร โอภาโสโลเกปาตุระโหสิ,ทั้งแสงสว่างอันใหญ่ยิ่งไม่มีประมาณได้ปรากฏแล้วในโลก
อะติกกัมเมวะเทวานัง เทวานุภาวังฯ,ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลายเสียหมดฯ
อะถะโข ภะคะวา อุทานังอุทาเนสิ,ในลำดับนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเปล่งอุทานขึ้นว่า
อัญญาสิ วะตะโภ โกณทัญโญอัญญาสิ วะตะโภโกณทัญโญติ,โกณทัญญะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอโกณทัญญะได้รู้แล้วหนอผู้เจริญ
อิติหิทัง อายัสมะโต โกณทัญญัสสะ “อัญญาโกณทัญโญ” เตววะนามัง อะโหสีติฯ,เพราะเหตุนั้นนามว่า”อัญญาโกณทัญญะ”นี้นั่นเทียวได้มีแล้วแก่พระโกณทัญญะผู้มีอายุด้วยประการฉะนี้แลฯ
แผ่นทองเหนือดวง หลวงปู่ศิลา พุทธคุณครบทุกด้าน
สั่งซื้อแผ่นทองเหนือดวง
เนื้อหาของ บทสวดธรรมจักร กล่าวถึงเรื่องอะไร
บทสวดธรรมจักร หรือ ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร เป็นพระสูตรสำคัญที่กล่าวถึง การประกาศพระธรรมครั้งแรกของพระพุทธเจ้า
ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า หลังจากตรัสรู้แล้ว
สาระสำคัญของบทสวดธรรมจักร มีดังนี้
1. ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา)
กล่าวถึงการหลีกเลี่ยงสุดโต่ง 2 ประการ คือ
-
ความหมกมุ่นในกามสุข
-
ความทรมานตน
และชี้ให้เห็นทางสายกลางที่นำไปสู่ความสงบ ปัญญา และความหลุดพ้น
2. อริยสัจ 4
เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่
-
ทุกข์ : ความไม่สบายกายใจในชีวิต
-
สมุทัย : เหตุแห่งทุกข์ (ตัณหา)
-
นิโรธ : ความดับทุกข์
-
มรรค : หนทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์
3. อริยมรรคมีองค์ 8
กล่าวถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ทั้งด้านความคิด การพูด การกระทำ การดำเนินชีวิต เพื่อให้พ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง
4. การหมุนวงล้อแห่งธรรม
ธรรมจักรหมายถึง “วงล้อแห่งธรรม” สื่อถึงการเริ่มต้นเผยแผ่พระธรรมให้หมุนไปในโลก เพื่อประโยชน์และความสุขของสรรพสัตว์
อานิสงส์ของการสวดมนต์ บทสวดธรรมจักร
บทสวดธรรมจักร หรือ ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร เป็นพระสูตรสำคัญที่กล่าวถึงหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ ทางสายกลาง อริยสัจ 4 และอริยมรรคมีองค์ 8
การสวดบทนี้ด้วยจิตตั้งมั่นและศรัทธา เชื่อกันว่าจะเกิดอานิสงส์ทั้งทางจิตใจและการดำเนินชีวิต
1. เกิดปัญญาและความเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้อง
การสวดธรรมจักรช่วยให้ระลึกถึงความจริงของชีวิต เข้าใจเรื่องทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ และหนทางดับทุกข์
2. เสริมสติและสมาธิ
บทสวดมีเนื้อหาลึกซึ้ง ช่วยให้จิตใจสงบ จดจ่อ และไม่ฟุ้งซ่าน
3. ช่วยลดความยึดติดและความทุกข์ใจ
การระลึกถึงอริยสัจ 4 ช่วยให้มองปัญหาด้วยปัญญา ไม่หลงยึดติดกับอารมณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ
4. เป็นการน้อมใจสู่ทางสายกลาง
ช่วยเตือนให้ดำเนินชีวิตอย่างพอดี ไม่สุดโต่งทั้งด้านกายและใจ
5. เสริมกำลังใจและความมั่นคงทางจิตใจ
ผู้สวดจะเกิดความอุ่นใจ มีกำลังใจในการเผชิญปัญหาและอุปสรรค
6. เป็นมหากุศลและสิริมงคลแก่ชีวิต
ตามคติความเชื่อ การสวดธรรมจักร ถือเป็นการบูชาพระธรรมอันสูงสุด ส่งผลให้ชีวิตร่มเย็นและเป็นมงคล
สรุปบทสวดธรรมจักร
บทสวดธรรมจักร หรือ ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร เป็นพระสูตรสำคัญในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้า
หลังจากทรงตรัสรู้ โดยทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า เนื้อหาหลักของบทสวดธรรมจักรกล่าวถึง ทางสายกลาง อริยสัจ 4 และอริยมรรคมีองค์ 8
ซึ่งเป็นหัวใจของคำสอนในพระพุทธศาสนา การสวดบทสวดธรรมจักรช่วยให้ผู้สวด ระลึกถึงความจริงของชีวิต เข้าใจเหตุแห่งทุกข์
และหนทางในการดับทุกข์อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสติ สมาธิ และความสงบทางใจ ลดความฟุ้งซ่าน และปลูกฝังปัญญาในการดำเนินชีวิต
บทสวดธรรมจักรจึงไม่เพียงเป็นบทสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ยังเป็นการน้อมใจสู่การปฏิบัติตามหลักธรรม เมื่อสวดด้วยความตั้งใจและนำคำสอนไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ย่อมช่วยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างราบรื่น สงบ และยั่งยืน



หนึ่งความเห็นตอบกลับที่ “บทสวดธรรมจักร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร บทสวดมนต์เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตา”
สวดบทธรรมจักรแบบแปลแล้วเข้าใจธรรมมะมากขึ้นครับ
เข้าใจชีวิต เกิด แก่ เจ็บ ตาย มากขึ้นครับ